ผัก-ผลไม้

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อาหารสำหรับหน้าร้อน

วันนี้ของแนะนำเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อน

บ้านเรามีอากาศร้อน…ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนนี้
วันนี้เลยขอนำเมนูอาหารเย็นๆดับร้อนมาแนะนำ ..............................




ข้าวแช่ชาววัง เป็นอาหารคาวที่นิยมรับประทานกันในคนไทยหมู่มาก
ตั้งแต่สมัยโบราณในช่วงฤดูร้อน โดยการนำข้าวสุกไปแช่กับน้ำเย็นที่ลอยด้วยดอกไม้กลิ่นหอม
ซึ่งทานกับเครื่องเคียงหลากหลายชนิด คือ ลูกกะปิทอด ผักผัดหวาน พริกหยวกสอดไส้ 
เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน หัวหอมสอดไส้ ผักกาดเค็มผัด หวาน ปลาแห้งผัดหวาน เป็นต้น


หวานเย็น น้ำแข็งใส ดับร้อนด้วยของหวาน อาจเป็นร้านรถเข็นก็ได้ 
เป็นน้ำแข็งบด ราดด้วย น้ำหวาน นมข้น และท๊อปปิ้ง ฯ


ขนมหวานหอมแบบไทยๆ
ซ่าหริ่ม หรือ สลิ่มป็นของหวานไทยมีลักษณะเป็นเส้นกินกับน้ำกะทิ
มีหลากหลายสี
ขนมทับทิมกรอบ เป็นขนมหวานที่รับประทานได้ทุกฤดูกาล นิยมมากที่สุดในฤดูร้อน รับประทานแล้วหอมหวานเย็นอร่อยชื่นใจคลายร้อนได้ดี ประกอบด้วยเม็ดทับทิมกรอบสีแดงสดใสและเม็ดทับทิมกรอบสีชมพูสวย เมื่อเคี้ยวแล้วกรอบมันด้วยรสชาดของแห้ว มีน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทราย ลอยด้วยดอกมะลิ มีกะทิสดจากการคั้นมะพร้าว น้ำแข็งบดละเอียดหรือน้ำแข็งทุบให้เป็นเม็ดเล็กๆ หอมชื่นใจ


ผลไม้แห่งฤดูกาล
  ผลไม้เนื้อฉ่ำน้ำสามารถช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ เช่น แตงโม สาลี่ มะเฟือง มะไฟ องุ่น ฯลฯ


ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เนื่องจากหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน 
เพราะจะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น อาจดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรที่มีรสไม่หวานจัดแทน

http://www.theedupark.com/Webboard/board_view.aspx?WebboardID=1000115 
 

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วิธีการทำส้มตำปูปลาร้า

สวัสดีครับ
วันนี้รู้สึกเปรี้ยวๆปากอยากกินส้มตำเลยไปหาสูตรการทำส้มตำมาฝากครับ
เป็นตำปูปลาร้าครับ ส่วนความอร่อยนั้นขึ้นกับสัดส่วนเครื่องปรุงที่เราใส่และน้ำปลาร้าครับ
ไปเบิ่งวิธีการตำบักหุ่งกันครับ


เครื่องปรุง1.มะละกอสับ,
2.ถั่วฝักยาว,
3.มะเขือเทศ,
4.พริกขี้หนู,
5.กระเทียม,
6.น้ำมะนาว,
7.น้ำมะขามเปียก,
8.น้ำตาลปี๊บ,
9.น้ำปลา,
10.น้ำปลาร้าอย่างดีต้มสุก,
11.ปูเค็ม

วิธีทำ
โขลกพริก และกระ-เทียมพอแหลก ใส่ถั่วฝักยาวตามด้วยปูเค็มตําพอแตก ใส่เส้นมะละกอสับ มะเขือเทศฝาน โขลกมะละกอซ้ำนิดหน่อย ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำปลาร้าต้มสุก แต่งรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก

ตักใส่จาน รับประ-ทานกับผักสด อาทิ กะหล่ำปลี ผักบุ้งไทย ถั่วฝักยาว แซบหลายเด้อพี่น้อง
http://looklumpao.blogspot.com/2009/11/blog-post_20.html

โทษของอาหารรสเผ็ด

ข้อดี อาหาร รสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

    ข้อเสีย อาหาร รสเผ็ดจัดก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน นอกจากนี้อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และดรคความดันโลหิตสูง
ที่มา :   www.never-age.com

5 อาหารลดความเครียด

   1. กล้วยหอม : ช่วยคลายเครียดได้ดี เพราะกล้วยหอมเป็นแหล่ง 'ทริปโตฟาน' ชั้นยอด และยังมีน้ำตาลครบ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรักโทส และกลูโคส ซึ่งร่างกายพร้อมนำไปใช้งานได้ทันที เส้นใยอาหารในกล้วยหอมช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกายทำงานได้ดี ลดสารพิษที่คั่งค้างในร่างกาย

   2. นมสด : หลายคนนิยมหรือได้รับคำแนะนำให้ดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน จะทำให้นอนหลับง่าย (นางเอกในนวนิยายหลายเรื่องเชียวล่ะ) ข้อมูลเชิงวิชาการให้เหตุผลว่า เนื่องจากในนมสดมีสารอาหารประเภทแคลเซียม เมื่อแคลเซียมรวมตัวกับกรดแลกติกที่บริเวณปลายประสาท จะทำให้กรดแลกติกไม่สามารถก่อความระคายเคืองต่อระบบประสาทได้ จึงทำให้ไม่เกิดความเครียด หรือเครียดน้อยลง ที่สำคัญนมสดยังเป็นแหล่งของกรดอะมิโนที่ชื่อ 'ทริปโตฟาน' อีกเช่นกัน

  3. ไข่ไก่ : จัดอยู่ในแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง มีกรดอะมิโนครบที่ร่างกายต้องการ และยังมีเกลือแร่ วิตามินอื่นๆ ที่สำคัญมากมาย ไข่ไก่ 100 กรัม ไม่ว่าจะไข่ดิบ ไข่ต้ม ไข่เจียว ก็ให้โปรตีนประมาณ 6 กรัม (แต่ให้พลังงานมากน้อยต่างกัน) ถ้าเป็นไข่เป็ด จะให้โปรตีน 15 กรัม

  4. ขี้เหล็ก : คนไทยโบราณประจักษ์สรรพคุณต้นขี้เหล็กมานาน นำใบและดอกมาแกงรับประทาน เป็นยาระบายได้ดี ความจริงก็คือใบขี้เหล็กมีสาร บาราคอล (Baracol) ที่มีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับง่ายและยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาหลับยากและปัญหาระบบขับถ่าย ทั้งระบายท้องทั้งระงับประสาท จึงเหมาะสำหรับรับประทานเป็นอาหารแก้เครียดขนานหนึ่ง

  5. เสาวรส : มีทั้งแบบเปลือกสีม่วงและสีเหลือง ชื่อสากลรู้จักกันในนาม Passion Fruit ผลไม้ชนิดนี้รสเปรี้ยว แต่เป็นรสเปรี้ยวที่มีเจือไว้ด้วยสาร ธีโอโบรมีน (Theobromine) ซึ่งเป็นอนุพันธ์หนึ่งในกลุ่มกาเฟอีน มีผลในการช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะและร่างกายส่วนต่างๆ ได้ทั่วถึง จึงรู้สึกผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่า
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เรื่องกล้วยๆ

           คนโบราณใช้กล้วยเป็นพืชสมุนไพรในการรักษาโรคมานานแล้ว โดยใช้ทั้งผลกล้วย และเปลือกกล้วยให้เป็นประโยชน์ อาทิ กาบกล้วย ใช้ทาแก้โรคผมร่วง หัวล้าน ใบกล้วย รากกล้วย กาบกล้วยนำมาต้มน้ำเป็นยาดื่มช่วยลดไข้บรรเทาอาการปวดหัว เปลือกกล้วยใช้ทาแก้แมลงกัด และผื่นคัน เป็นต้น

          ผลกล้วยทั้งดิบและสุก ก็นำมาใช้รักษาโรคได้มากมาย โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร อาทิ กล้วยน้ำว้าดิบ นำมาหั่นบางๆ ตากให้แห้ง บดผสมกับน้ำผึ้ง ใช้แก้โรคกระเพาะได้

          คนที่ท้องผูก ควรเลือกกินกล้วยสุก เพราะมีสารแพ็กตินกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ไม่ควรกินกล้วยดิบ เพระมีสารแทนนิน ซึ่งจะทำให้ท้องผูกมากขึ้น แต่ถ้าท้องเสียควรกินกล้วยดิบ โดยนำมาเผาไฟให้สุกก่อนกิน

          โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่อักเสบ ก็ควรกินกล้วยสุก เพราะช่วยเคลือบผนังลำไส้ และช่วยเพิ่มกากกระตุ้นลำไส้ให้ทำงาน

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง





ร้อนในแก้ได้....

  "ร้อนใน" เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และเกิดได้บ่อยไม่แพ้โรคหวัดเลยทีเดียว

 อาการ จะเกิดขึ้นในช่องปาก แรกสุดจะมีตุ่มแดงขึ้นมา จากนั้นก็จะกลายเป็นเม็ดสีขาว โดยมีขอบเป็นสีแดงนูนออกมา ทำให้เจ็บบริเวณแผล หารายได้เสริม แค่ตอบแบบสอบถาม สนใจคลิกที่นี่

    สาเหตุ สาเหตุของการร้อนในเกิดจากความเครียด ร่างกายอ่อนเพลีย การนอนดึก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การมีประจำเดือน การแพ้อาหารหรืออาจเกิดจากการขาดวิตามิน B 12 ธาตุเหล็ก หรือกรดโฟลิก

วิธีป้องกันอาการร้อนใน 1.ควรเลี่ยงการออกไปตากแดดจัดๆ เพราะจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น
2. ควรทานวิตามินซีเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง
3.ไม่ควรทานอาหารประเภท มันๆ ทอดๆ เพราะจะเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย
4. เลือกกินอาหารที่มีลักษณะเย็น เช่น ทานฟัก แตงโม ส้ม

วิตามินซี...ดีอย่างไร?


ประโยชน์- เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
- ช่วยแผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
- ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
- ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (MUTATION)
- ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตาย (SIDS) ในกรณีเด็กอ่อน
- ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
- ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
- ช่วยคลายเครียด

ปริมาณที่แนะนำ - ในรายที่ขาดวิตามิน C ควรกิน เสริม วันละ 1,000 mg
อาหารที่มีวิตามิน C
ได้แก่ พริก (แดงสูงกว่าเขียว), ฝรั่ง ส้ม กีวี เสาวรส (เกรพฟรุต), บรอคโคลี (สุกมีมากกว่าดิบ เข้าใจว่า อาจเป็นผลจากการสูญเสียน้ำไปในระหว่างการปรุงอาหาร ทำให้น้ำน้อยลง-เนื้อมากขึ้น),สตรอเบอรี, มะเขือเทศ, แคนตาลูป, กะหล่ำปลี, ดอกกะหล่ำ, ปวยเล้ง, ถั่วเปียก (ถั่วที่กินสดคล้ายผัก ไม่ใช่ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วลันเตา ถั่วพู ฯลฯ)มะละกอ เป็นผลไม้พิเศษ คือ มีวิตามิน C สูงทั้งสุกและดิบ









อาหารหลัก5หมู่

การเลือกทุเรียนและมังคุด